หมดสงสัย! การจัดฟันมีกี่แบบ ควรเลือกรักษาแบบไหนดี?

การจัดฟัน ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับรอยยิ้มจากฟันที่เรียงตัวสวยขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในวิธีรักษาทางทันตกรรมที่ช่วยดูแลสุขภาพช่องปากให้แข็งแรงในระยะยาว ลดการสะสมของเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่นำไปสู่ปัญหาภายในช่องปากมากมาย

ในปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดฟันได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีเครื่องมือให้เลือกใช้หลากหลายมากกว่าแค่การใช้ลวดโลหะเหมือนในสมัยก่อน ส่งผลให้ใครหลายคนสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าการจัดฟันมีกี่แบบกันแน่ หากคุณเป็นอีกคนที่กำลังสงสัยแบบเดียวกันนี้อยู่ มาไขทุกข้อสงสัยได้ในบทความนี้กัน

การจัดฟันมีกี่แบบ

แบบที่ 1 : การจัดฟันแบบติดเครื่องมือ

‘การจัดฟันมีกี่แบบ’ เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยอยู่ไม่น้อย ในปัจจุบันนี้ โลกทันตกรรมได้แบ่งการจัดฟันออกเป็น 2 แบบหลัก คือ การจัดฟันแบบติดเครื่องมือแน่น และ การจัดฟันแบบถอดเครื่องมือออกได้ โดยการจัดฟันแต่ละแบบจะมาพร้อมกับเครื่องมือ อุปกรณ์ รวมถึงรายละเอียดในการรักษาที่แตกต่างกัน

มาเริ่มกันที่การจัดฟันแบบติดเครื่องมือ หรือ เป็นการจัดฟันที่คนไข้จะไม่สามารถถอดอุปกรณ์ออกได้จนกว่าจะรักษาตามแผนให้เสร็จสิ้น ซึ่งการจัดฟันในลักษณะนี้จะประกอบไปด้วย 4 เทคนิคหลัก ดังนี้

1. การจัดฟันโลหะ

การจัดฟันลวดโลหะ (Metal Braces) เป็นเทคนิคการจัดฟันที่มีลักษณะเป็นเหล็กจัดฟัน ซึ่งจะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ 4 ส่วนหลัก คือ

  • แบร็กเก็ต (Brackets) ติดตั้งที่บริเวณผิวฟันด้านหน้า โดยก่อนติดเครื่องมือ ทันตแพทย์จะเป็นผู้วางเส้นแนวเพื่อช่วยให้เครื่องมือดึงฟันไปยังทิศทางที่วางแผนเอาไว้
  • ลวดโลหะ (Archwires) เป็นลวดวางไปบนร่องของแบร็กเก็ตที่ติดบนฟัน ทำหน้าที่คอยดึงฟันให้เคลื่อนตัวไปยังทิศทางที่ทันตแพทย์กำหนด
  • ตัวยึด (Ligatures) หรือ ยางรัดฟัน (O-rings) เป็นตัวยึดลวดโลหะให้เข้ากับแบร็กเก็ต ส่วนใหญ่จะทำมาจากวัสดุยางหลากสี หรือ ลวดเส้นเล็ก มีอายุการใช้งานอยู่ที่ 1 – 2 เดือน โดยคนไข้จะต้องเข้ามาทำการเปลี่ยนตัวยึดนี้ในช่วงเวลาที่กำหนดเพื่อคงประสิทธิภาพในการรักษาเอาไว้
  • เครื่องมือพิเศษสำหรับบางเคส เช่น หมุดเพื่อช่วยเคลื่อนฟัน โดยจะใส่เข้าไปในกระดูก (TAD) โดยทันตแพทย์อาจเจาะหมุดและร้อยยางรัดฟันเข้าไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลาที่ใช้ในการดึงฟัน

แม้จะมีอุปกรณ์หลายชิ้นที่อาจทำให้เกิดแผลในช่องปาก อีกทั้งยังต้องเข้ามาเช็กสภาพ และเปลี่ยนอุปกรณ์กับทันตแพทย์บ่อยครั้ง แต่การจัดฟันแบบลวดโลหะถือเป็นเทคนิคการจัดฟันที่มีราคาไม่สูงมาก

นอกจากนี้ การจัดฟันแบบลวดโลหะยังสามารถรักษาการเรียงตัวของฟันได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟันเก ฟันซ้อน ไปจนถึงการรักษาภาวะฟันล่างคร่อมฟันบน

2. การจัดฟันดามอน

การจัดฟันดามอน (Damon System) เป็นการจัดฟันที่ทันตแพทย์ Dwight Damon พัฒนาต่อยอดมาจากการจัดฟันแบบโลหะปกติ ซึ่งจะมีอุปกรณ์เพียง 3 ชิ้น ประกอบไปด้วย

  • Sliding Bracket เป็นแบร็กเก็ตที่ลดแรงเสียดทานของลวดกับแบร็กเก็ต คนไข้มักจะรู้สึกถึงอาการปวดฟันที่น้อยลง
  • Hi-Tech Light-Force Archwires / Space-Age Archwires เป็นลวดโลหะที่มีความลื่นสูง ทำให้ดึงฟันได้อย่างนุ่มนวล ไม่ปวดฟันมาก อีกทั้งยังใช้ได้ยาวนานเนื่องจากมีแรงเสียดทานที่น้อย
  • Self-ligating Ligatures เป็นตัวยึดลวดกับแบร๊กเก็ตแบบบานล็อกเปิดปิด แต่หากไม่รักษาความสะอาดฟันให้ดี คราบหินปูนอาจทำให้บานล็อกทำงานติดขัด ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดึงฟัน

จะเห็นได้ว่า อุปกรณ์การจัดฟันแบบดามอนสามารถช่วยลดแรงเสียดทานของเครื่องมือจัดฟัน ทำให้คนไข้รู้สึกปวดฟันน้อยลง ทั้งยังจะช่วยให้เครื่องมือดึงฟันได้อย่างนุ่มนวล

อย่างไรก็ดี ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีการใช้ลวดแบบลื่นเพื่อให้สามารถดึงฟันได้อย่างนุ่มนวล ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานและยืดหยุ่นสูง จึงทำให้การจัดฟันแบบดามอนมีราคาสูง อีกทั้งยังไม่สามารถเปลี่ยนสีตัวยึด หรือ ลวดโลหะได้

3. การจัดฟันเซรามิก

การจัดฟันแบบเซรามิก หรือ การจัดฟันแบบเซรามิกใส เป็นการจัดฟันที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดฟันแบบโลหะ แต่แทนที่จะใช้วัสดุโลหะ ทันตแพทย์จะเปลี่ยนตัวแบร็กเก็ตเป็นวัสดุเซรามิกใส และ ใช้ตัวยึดเป็นยางที่มีสีใส ทำให้เครื่องมือมีสีใกล้เคียงกับฟันมากที่สุด แต่ลวดจัดฟันยังเป็นสีโลหะอยู่

การจัดฟันแบบเซรามิกได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ต้องการจัดฟันแบบไม่เห็นเครื่องมือชัดเจนมากนักและผู้ที่แพ้โลหะ โดยการจัดฟันประเภทนี้สามารถให้ผลลัพธ์การเรียงตัวของฟันเทียบเท่ากับการจัดฟันแบบโลหะอีกด้วย อย่างไรก็ดี การจัดฟันแบบเซรามิกจะมีราคาที่สูงกว่าการจัดฟันลวดโลหะ

4. การจัดฟันแบบติดเครื่องมือด้านใน

การจัดฟันแบบติดเครื่องมือด้านในเป็นการจัดฟันที่ทันตแพทย์จะนำเครื่องมือทั้งหมดไปติดที่บริเวณหลังฟัน มีหลักการคล้ายกับการจัดฟันลวดโลหะและการจัดฟันเซรามิก โดยคนไข้สามารถเลือกติดตั้งเครื่องมือแบบโลหะ หรือ แบบเซรามิกได้ตามต้องการ

ในปัจจุบันนี้ การจัดฟันแบบติดเครื่องมือด้านในไม่ได้รับความนิยมแล้ว เนื่องจากต้องใช้เทคนิคพิเศษในการรักษา มีการวางแผนรักษาที่ซับซ้อนมาก ทั้งยังต้องใช้ทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการติดเครื่องมือด้านหลังฟันโดยเฉพาะ

ที่สำคัญ การติดเครื่องมือไว้ที่ด้านหลังฟันอาจทำให้ลิ้นเป็นแผล มีภาวะพูดไม่ชัด หรือ มีการหลั่งน้ำลายออกมาจำนวนมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน จึงทำให้หลายคนเลือกเครื่องมือจัดฟันแบบอื่นแทน

จัดฟันแบบไหนดี

แบบที่ 2 : การจัดฟันแบบถอดอุปกรณ์ได้

หลังจากที่เข้าใจรายละเอียดการจัดฟันแบบติดแน่นไปแล้ว การจะตอบคำถามให้ครบทุกรายละเอียดว่า ‘การจัดฟันมีกี่แบบ’ ยังต้องทำความเข้าใจเรื่อง ‘การจัดฟันแบบถอดอุปกรณ์ได้’ เช่นกัน

ในปัจจุบันนี้ การจัดฟันแบบถอดอุปกรณ์ได้จะมีแค่ ‘การจัดฟันแบบใส’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียด ดังนี้

1. การจัดฟันแบบใส

การจัดฟันแบบใส (Invisalign) จะเป็นการจัดฟันด้วยการนำเครื่องมือพิเศษมาครอบฟันที่เรียกว่า Aligner ที่เป็นพลาสติกสีใส ช่วยให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปยังตำแหน่งที่ต้องการ โดยปกติแล้ว สามารถทำให้ฟันเคลื่อนตัวได้ 0.25 มิลลิเมตรต่อพลาสติก 1 ชุด

ก่อนเริ่มการรักษา ทันตแพทย์จะเป็นผู้กำหนดระยะการเคลื่อนตัวของฟันที่เหมาะสม จากนั้นจึงออกแบบและหล่อ Aligner แต่ละชิ้นขึ้นมาตามรูปฟันของคนไข้ เมื่อครบระยะการเคลื่อนฟันที่กำหนดในแต่ละช่วง ทันตแพทย์ก็จะทำการเปลี่ยน Aligner ใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจบการรักษา จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดฟันแบบใสถึงต้องใช้ Aligner หลายชิ้น

อย่างไรก็ดี แม้จะสามารถถอดอุปกรณ์ได้ แต่การจัดฟันแบบใสจำเป็นที่จะต้องใส่เครื่องมือให้ได้อย่างน้อย 22 ชั่วโมง/วัน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดี อีกทั้งยังต้องหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและคราบหินปูนด้วย

หมดสงสัย! การใส่ ‘รีเทนเนอร์’ ถือเป็นการจัดฟันแบบถอดอุปกรณ์ได้หรือไม่?

รีเทนเนอร์ (Retainer) จัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยควบคุมไม่ให้ฟันล้ม หรือ ฟันเคลื่อนตัวกลับมาที่ตำแหน่งเดิมหลังจากจัดฟันเสร็จ โดยคนไข้จะต้องใส่รีเทนเนอร์เป็นประจำทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืนเป็นเวลาอย่างน้อย 1 – 2 ปี 

อย่างไรก็ดี เครื่องมือชิ้นนี้ไม่ถือว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการจัดฟัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดฟันเท่านั้น

จัดฟันแบบไหนดี เลือกวิธีจัดฟันอย่างไรให้เหมาะสม?

เท่านี้ก็หมดสงสัยแล้วว่า การจัดฟันมีกี่แบบ และแต่ละแบบมีรายละเอียดในการรักษาอย่างไรบ้าง สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าจะเลือกจัดฟันแบบไหนดี ขอแนะนำให้ทำตามขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้

  1. ปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อทำการประเมินสภาพฟันและสุขภาพช่องปากก่อน โดยสภาพฟันแต่ละแบบจะเหมาะสำหรับเครื่องมือและการจัดฟันที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากต้องการผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์และปลอดภัย การปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก
  2. พิจารณาความสะดวก เช่น หากต้องการจัดฟันแบบใสจำเป็นที่จะต้องใส่เครื่องมือให้ได้อย่างน้อย 22 ชั่วโมงต่อวัน
  3. พิจารณางบประมาณ เช่น การจัดฟันแบบใสและการจัดฟันดามอนมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มาพร้อมกับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต

จัดฟันแบบเห็นผลลัพธ์และตอบโจทย์ต้อง “คลินิกทันตแพทย์สว่าง”

แม้จะเป็นฟันเหมือนกัน แต่ฟันและสุขภาพช่องปากของแต่ละคนก็มาพร้อมกับความซับซ้อนที่แตกต่างกัน ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกและงบประมาณควบคู่ไปกับผลลัพธ์ฟันเรียงตัวสวยในแบบที่ต้องการ คลินิกทันตแพทย์สว่าง คลินิกจัดฟัน รังสิตและปทุมธานี พร้อมช่วยคุณวางแผนการจัดฟันที่ถูกต้อง เห็นผลลัพธ์ และได้ประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่สภาพฟันและสุขภาพช่องปากจะเอื้ออำนวย ดูแลทุกผลลัพธ์ที่ต้องการโดยทันตแพทย์ประสบการณ์ระดับอาจารย์นานกว่า 45 ปี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Line : @swcdental (มี @ ด้วย) หรือ โทร. 064-465-0565